สิ่งที่เราต้องการคือพื้นที่เล็กๆเพื่อฝังศพของตัวเอง


นานมาแล้ว...

มีพระราชา ผู้ซึ่งบอกกับคนขี่ม้าของเขาว่า ถ้าเขาสามารถขี่ม้าไปครองพื้นที่ได้มากเท่าไรก็ตาม พระราชาจะยกที่ดินนั้นให้กับเขา

คนขี่ม้าจึงควบม้าของเขาไปอย่างรวดเร็ว เพื่อครอบครองที่ดินให้มากเท่าที่จะทำได้ เขาเร่งควบม้าไปเรื่อยๆ เร็วเท่าที่ม้าจะรับไหว ……. เมื่อเขาหิวหรือเหนื่อย เขาจะไม่หยุดควบม้า เพราะเขาต้องการครอบครองดินแดนให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเขาหมดแรง และกำลังจะตาย 

เขาจึงถามตัวเองว่า….

” ทำไมเราถึงกดดันตัวเองอย่างหนักเพื่อให้ได้ครอบครองผืนดิน? ตอนนี้เรากำลังจะตายและเราก็ต้องการเพียงแค่ที่ดินเล็กๆ เพื่อฝังศพตัวเอง “

เรื่องข้างต้นก็เหมือนการเดินทางของชีวิตพวกเรา…. 

เราผลักดันตัวเองทุกวันเพื่อให้มีเงินมากๆมีอำนาจ และเป็นที่ยอมรับของผู้อื่นละเลยที่จะดูแลสุขภาพของตัวเองและรักษาความรู้สึกของคนรอบข้าง…. 

เราไม่มีแม้เวลาที่จะให้กับครอบครัว และชื่นชมกับสิ่งสวยงามรอบตัว หรือแม้กระทั่ง งานอดิเรกที่เรารัก เราก็ไม่มีแม้เวลาที่จะทำมันเเละวันหนึ่งเมื่อเรามองกลับไป ….เราจะตระหนักว่า สิ่งที่ต้องการนั้น จริง ๆ เรากลับไม่ได้รู้สึกถึงมันทั้งที่จริงๆเเล้วมันอยู่ใกล้เสียเหลือเกิน …..

เราทุกคนเเค่ต้องการวันดีๆสักวันหนึ่งด้วยการดื่มกาแฟดีๆสักเเก้วฟังเพลงที่เราชอบ เล่นกับสัตว์ที่เรารัก ไม่ใช่เเค่ให้อาหารจนถึงเเม้กระทั่งดูเเลลูกๆตามหน้าที่ ชีวิตไม่ใช่หน้าที่ความรับผิดชอบของใคร เราเเค่เพียงปล่อยให้มันเป็นไป…. เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปเเก้ไขกับสิ่งที่เราพลาดไปในชีวิตได้  เเต่ชีวิตไม่ใช่ชะตากรรมที่ใครต่อใครจะเลือกขีดให้เราเดิน เราไม่สามารถเลือกหรือห้ามให้สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเราไม่ได้เเต่การเลือกตอบสนองต่อสิ่งที่ได้รับในชีวิตเราได้ ชีวิตมีได้เเค่สุขกับทุกข์เท่านั้นเเหละเเล้วเราจะเลือกอะไร ความพึงพอใจของชีวิตคือการเลือกหนทางเดินที่เราเลือกไม่ใช่รับการรับชะตากรรม เเล้วเราจะสร้างสมดุลให้กับชีวิตอย่างไร?

ต้องตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณของตัวของเราเองเท่านั้น…. สิ่งที่เราทำวันนี้จะกำหนดวันพรุ่งนี้เสมอ

มีเพียงสิ่งเดียวในจักรวาลที่เราควบคุมได้คือตัวเราเองเท่านั้น ไม่ว่าเราจะเลือกสงครามหรือสันติภาพ เราทุกคนล้วนต้องตายทั้งสิ้น ,…

E.S.P


ESPER

โดยความหมายแล้วหมายถึงผู้มีพลังจิต สามารถใช้พลังจิต หรือพลัง ESP ได้ในการบังคับวัตถุด้วยความคิด หรือ จิต ซึ่งเป็นสิ่งที่คนปกติธรรมดาทำไม่ได้ ในแง่วิทยาศาสตร์ ซึ่งพยายามจะพิสูจน์เรื่องนี้กันมานาน ได้แบ่งพลังจิตออกเป็น 3ชนิดด้วยกันคือ

  • 1. เทเลไคเนซิส เป็นพลังจิตในการเคลื่อนย้ายวัตถุให้ขยับ หรือ แม้แต่ลอยไปมา รวมไปถึงทำให้วัตถุเปลี่ยนสภาพ บิดงอ ตลอดจนแตกระเบิด

    2. เทเลพอร์ท เป็นพลังจิตในการทำให้วัตถุหายไป แล้วไปโผล่อีกที่หนึ่ง โดยปกติจะใช้กับตัวผู้มีพลังจิตเอง วิชานี้เรียกอีกอย่างว่า วิชาพลิกผัน

  • ล่องหนหรือวิชาเคลื่อนย้ายจักรวาลนั่นเอง

  • 3. เทเลพาที เป็นพลังจิตในการอ่านความคิด ซึ่งบางครั้งอาจต้องใช้การสัมผัสกายช่วยในการสื่อ หรือ ใช้วัตถุเป็นสื่อกลางที่สัมผัสเป้าหมายกับเอสเปอร์ แต่ในเอสเปอร์ที่เก่งๆ อาจแค่อยู่ในรัศมีทำการก็สามารถรับรู้ได้ (อันนี้น่ากลัวมาก) นอกจากนี้อาจรวมไปถึงความสามารถในการเห็นเหตุการณ์ในอดีตหรืออนาคตด้วย โครงการนี้รัสเซียทำอยู่ครับ พวกนี้เรียกว่าเอสเปอร์ (Esper) ครับ 

  • 4.ไซโคคิเนซิส เป็นพลังจิตในการสร้างภาพลวงตา( พลังจิตหลอน ) หรือภาพหลอนก็คือวิชามายานั่นเองครับ อยากสร้างภาพให้คนอื่นเห็นยังไง เขาก็จะเห็นแบบนั้น พลังไซโคคิเนซิส คือพลังจิตที่เป็นพลังต้นกำเนิดของวิชาที่ใช้ในการสร้างภาพมายาหรือภาพหลอนต่างๆเช่น วิชามายาพลังจิต วิชามายาทมิฬ วิชาท่าร่างมายา วิชาพรหมสี่หน้านั่นเอง

  • ผลจากการที่ถูกพลังจิตประเภทนี้ ผู้ถูกพลังไซโคคิเนซิส จะเกิดอาการหลอนหรือเห็นภาพต่างๆตามที่ผู้ใช้พลังนี้ต้องการ ซึ่งจริงๆแล้วมันก็คือภาพหลอนจากจิตใต้สำนึกของผู้ถูกพลังจิตหลอนนั่นเอง เพราะมันคือวิชาที่ว่าด้วยการโจมตีเข้าตรงจุดที่อ่อนแอที่สุดของมนุษย์นั่นเอง มนุษย์ผู้มีเรื่องราวอดีตหรือความหลังฝังใจต่างๆ มีความผิดที่ติดค้างอยู่ในใจ คนที่เคยสร้างตราบาปไว้ให้กับผู้อื่น คนที่ปิดบังความชั่วของตัวเองเอาไว้ คนที่มีจิตใจอ่อนแอและพวกที่ชอบก่อกรรมทำเข็ญต่างๆ มักจะเกิดอาการที่เรียกว่าจิตหลอน อาจจะเกิดการคิดมาก เกิดจากเจ้ากรรมนายเวร ภูติผีปิศาจ จอมขมังเวทย์หรือผู้มีวิชาอาคม มนต์ดำหรือไสยศาสตร์ หรือแม้กระทั่งอาจจะเกิดจากผู้มีพลังจิตขั้นสูงหรือผู้ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของความเป็นมนุษย์ไปแล้ว ก็สามารถที่จะใช้พลังจิตประเภทนี้ได้ ซึ่งถ้าหากถูกพลังจิตหลอนประเภทนี้เข้าบ่อยๆอาจจะถึงกับเป็นบ้า เป็นโรคประสาท โรคเครียด หรือเห็นภาพลวงตาต่างๆนาๆ ซึ่งไม่ได้เกิดผลดีกับผู้ที่ถูกพลังประเภทนี้เลยแม้แต่น้อย 

  • การสร้างพลังจิตไซโคคิเนซิส 

  • 1.การสร้างพลังจิตไซโคคิเนซิส ด้วยการใช้เวทย์มนต์หรือมนต์ดำวิธีนี้จะเกิดจากพวกพ่อมด แม่มด หมอผีหรือผู้ที่มีพลังเวทย์แห่งความมืดสร้างมายาหลอกหลอนผู้คนให้กลัวเพื่อผลบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา 
  • 2.การสร้างพลังจิตไซโคคิเนซิส ด้วยการใช้พลังอำนาจจากคริสตัลหรือธาตุกายสิทธิ์ต่างๆวิธีนี้ผู้ใช้จะต้องเป็นคนที่มีจิตใจดีงามเพราะคริสตัลหรือธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้จะช่วยเหลือเฉพาะคนดีเท่านั้นเช่นเหล็กไหลเพลิงเป็นเหล็กไหลที่มีมายาหลอกหลอนให้ศัตรูตกใจกลัวได้ เหล็กไหลที่มีสีเขียวอมดำเด่นทางด้านอิทธิ์ฤทธิ์ เนรมิตภาพมายาได้เช่นกัน โดยเฉพาะพวกที่หาสมบัติมักจะเจอกับมายาหลอกหลอนต่างๆนาๆ
  • 3.การสร้างพลังจิตไซโคคิเนซิส ด้วยแรงอาฆาตพยาบาทหรือพลังจิตด้านชั่วร้ายวิธีนี้อาศัยแรงอาฆาตพยาบาทหรือพลังจิตด้านชั่วร้ายในการสร้างมายาอันน่าสพรึงกลัวขึ้นมาตามแรงแห่งความอาฆาตพยาบาท ด้วยพลังแห่งความอาฆาตพยาบาทนี้ จะเกิดเป็นพลังจิตที่ชั่วร้ายขึ้นมา สามารถนำไปสร้างมายาอันน่าสพรึงกลัวได้
  • 4.การสร้างพลังจิตไซโคคิเนซิส ด้วยอำนาจแห่งภูติผี ปิศาจ หรือเทพยดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์วิธีนี้ส่วนมากจะเกิดจากภูติผี ปิศาจ หรือเทพยดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่คุ้มครองดูแลสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือธาตุกายสิทธิ์ต่างๆ เพื่อให้รอดพ้นจากมนุษย์ผู้มีจิตใจที่ชั่วร้าย 
  • 5. การสร้างพลังจิตไซโคคิเนซิส ด้วยพลังจิตขั้นสูงจากผู้ที่สามารถเข้าถึงมิติทางด้านจิตวิญญาณได้หรือถึงขั้นอารายาชิกิวิธีนี้สำหรับผู้ที่มีสัมผัสที่แปดหรือถึงขั้นอารายาชิกิ ครงการนี้อยู่ในประเทศไทย ลาว พม่า เขมร อินเดีย พวกนี้เรียกว่าจอมขมังเวทย์ครับ 

นิวไทป์

คือ มนุษย์ที่ไปอาศัยอยู่ในอวกาศแล้วสมองส่วนที่ไม่ได้ถูกใช้งานบนโลกเนื่องจากแรงดึงดูด ก็จะเริ่มใช้งานได้ จึงทำให้พวกนิวไทป์มีความสามารถในการใช้พลังจิต มีประสาทตอบรับที่รวดเร็ว และถึงขั้นหยั่งรู้อนาคตในช่วงระยะสั้น ๆ หรือถ้าจะเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ นิวไทป์ก็คือคนที่มีพลังจิตนั่นแหละ แต่คนบนโลกคิดว่านี่เป็นการวิวัฒนาการของมนุษย์ที่ไปอยู่บนอวกาศ จึงเรียกว่านิวไทป์ เป็นการปรับตัวของมนุษย์ให้กับสภาพพื้นที่แวดล้อมที่ตอนเองอาศัยอยู่ เดิมทีมนุษย์ทุกคนน่าจะมีความสามารถเช่นนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ถูกนำออกมาใช้เท่านั้น โครงการนี้เมกาทำอยู่ครับ พวกนี้เรียกว่ามนุษย์ต่างดาวครับอยู่ที่แอเรีย 51 

โคออดิเนเตอร์

คือมนุษย์ที่เกิดขึ้นมาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยการตัดต่อพันธุกรรม คัดเลือกแต่ยีนเด่นมาเท่านั้นซึ่งการทำเช่นนี้ก็คล้าย ๆ การปรับปรุงพันธุ์กรรมของมนุษย์นั่นเอง โดยสามารถกำหนดได้ตั้งแต่หน้าตา เพศ รวมถึงความสามารถ โคออดิเนเตอร์เอง ว่ากันว่ามีศักยภาพเหนือกว่าผู้ที่เกิดตามธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า แนลชั่นรอล นั้นอยู่มาก โคออดิเนเตอร์เองมีข้อเสียตามมาภายหลัง นั่นคือการเกิดของรุ่นที่ 3 นั้นมีอัตราต่ำลง เพราะผลจากการตัดต่อพันธุกรรมนั่นเอง ทำให้การมีบุตรเกิดขึ้นได้ยากมาก ทั้งนี้เนื่องจากผลทางหลักพันธุ์กรรม ส่วนซีดโหมด เท่าที่ได้ยินมาคือการที่ทำให้ประสาทตอบรับของคน ๆ นั้นสูงขึ้นในชั่วระยะเวลาหนึ่ง และจะทำให้เห็นทุกสิ่งรอบข้างช้าลง ในขณะที่ตัวเองรู้สึกว่ายังเคลื่อนไหวเหมือนปกติ โครงการนี้จีนทำอยู่ครับ พวกนี้เรียกว่าไบโอบีอิ้งหรือมนุษย์จีเอ็มโอครับ 
————————————————————————————————-
พวกมนุษย์ดัดแปลงพวกนี้ จะถูกนำมา ไมร์คอนโทรล นั่นคือควบคุมสมอง เพื่อให้เพิ่มขีดความสามารถให้กับมนุษย์ จนมีความสามารถใกล้เคียงกับนิวไทป์ แต่ก็ไม่ใช่นิวไทป์อยู่ดี พวกที่สำเร็จแล้วนั้น จะมีพลังจิตสูงมาก ไม่มีพลังหยั่งรู้เหมือนนิวไทป์ แต่มีความตอบสนองสูง ไม่มีความคิดฝุ้งซ้าน สมาธิดี เลือดเย็น แต่ข้อเสียแบบสุดๆของพวกมนุษย์ดัดแปลงก็คือ จะมีอาการคลั่ง ไม่ว่าจะสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ก็คลั่งอยู่ดี อยู่ที่ว่าจะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง โครงการนี้ญี่ปุ่นทำอยู่ครับ พวกนี้เรียกว่าไซบอร์กหรือไซเบอร์บีอิ้ง

ที่มาเวป พลังจิต

Come back to ,..


หลังจากห่างหายไปนานเพื่อกลับไปคิดว่าสิ่งใดบางที่มีความหมายกับตัวเรา บางอย่างรักษาไว้ก็รักษาเเต่ถ้าไม่็ ถ้าจำเป็นก็ต้องตัดไป เพื่อรักษาส่วนใหญ่ที่สามารถดำรงซึ่งชีวิตเอาไว้ ถ้ารักตัวเองยังไม่ได้เลยเเล้วจะไปรักคนอื่นได้อย่างไร สัจธรรมก็คือสิ่งที่เปลี่ยนเเปลงไม่ได้เพราะเป็นเป็นความจริงสิ่งสุดท้ายที่เราจะรับรู้ได้ นั่นก็คือทุกคนต้องตายเราต้องตายหากรู้อย่างนี้เเล้วเราก็คงใช้ชีวิตที่เหลืออย่างฉลาดเพื่อตระหนักถึงความจริงว่าไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า เพื่อให้รู้ความหมายของชีวิตให้เราหัดลองดูรอบๆตัวว่าเรามีสิ่งใดบางเรายังเหลือความรู้สึกดีๆที่อยู่รอบๆตัวบางไหม หากเราไม่มีความสุขก็ให้เราถามตัวเองไม่ใช่เอาเเต่โทษสภาพเเวดล้อมของสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นสิ่งนู่นสิ่งนี้สิ่งนั้นที่ทำให้เราไม่มีความสุข ความสุขมันอยู่ที่เราจะตอบสนองกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรตั้งหาก เพราะความฉลาดในการใช้ชีวิตให้มีความสุขมันไม่ได้อยู่ที่ว่าเราต้องมีอะไร เเต่มันอยู่ที่ว่าเราจะตองสนองสิ่งที่เรามีอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือเราต้องมีสติในการคิด พูดหรือทำให้มากที่สุด สุดท้ายอย่างน้อย เราก็ใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุดจากสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราทำ  สิ่งที่เราเป็น เพราะทุกสิ่งมันจะทำให้เรายังคงเป็นเรา ,…

จารึกมรกต


จารึกมรกต : ที่มาของ ปรัชญามูลฐาน แห่ง โหราศาสตร์
โดย Pallas
สิงหาคม 2549

   เมื่อเริ่มศึกษาโหราศาสตร์ยูเรเนียน อาจารย์จะเริ่มด้วยการอธิบายปรัชญามูลฐานของโหราศาสตร์เสมอ นั่นคือ “As Above, So Below” หรือ “สิ่งที่อยู่เบื้องล่างย่อมเหมือนสิ่งที่อยู่เบื้องบน” โดยในหนังสือ “อารัมภบทโหราศาสตร์ บทเรียนวิชาโหราศาสตร์ ตอนที่ 1” ของ พล.ต. ประยูร พลอารีย์ ได้ระบุว่าเป็นปรัชญาของท่าน เฮอร์เมส ทริสเมจิตุส โหราจารย์เมื่อกว่า 3,500 ปีก่อน ด้วยความความอยากรู้อยากเห็น จึงค้นคว้าดูว่า โหราจารย์ท่านนี้สอนไว้ว่าอย่างไร และด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่ทันสมัยในยุคปัจจุบัน ทำให้สามารถค้นคว้าเรื่องนี้ได้โดยไม่ยากนัก จึงคิดว่าน่าจะนำมาถ่ายทอดให้นักโหราศาสตร์ที่สนใจถึงจุดกำเนิดของโหราศาสตร์ซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้แยกเป็นโหราศาสตร์สายนะหรือนิรายนะ

เฮอร์เมส ทริสเมจิตุส เป็นภาษากรีก มาจากการสนธิเทพเจ้าของกรีก คือ เฮอร์เมส และเทพเจ้าของอียิปต์คือ Thoth เข้าด้วยกัน โดยเทพเจ้าทั้งสองต่างก็เป็นเทพเจ้าแห่งการสื่อสารและความรู้ ดังนั้น ชื่อนี้จึงให้ความหมายในเชิงผู้ทรงภูมิปัญญา ประวัติของเฮอร์เมส ทริสเมจิตุสนั้นมีหลายตำนาน บ้างว่าเป็นบุตรของเทพเจ้า บ้างว่าเป็นนักบวชและนักปราชญ์สำคัญชาวอียิปต์ร่วมสมัยกับโมเสส โดยเป็นผู้สั่งสอนให้ความรู้แก่คนทั้งหลาย คำสอนของเฮอร์เมส ทริสเมจิตุสเป็นรากฐานการก่อกำเนิดปรัชญาสำนักเฮอร์เมติค ซึ่งคำสอนสำนักนี้มีอิทธิพลต่อศาสตร์สำคัญต่างๆ อย่างน้อย 3 ศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคกลาง ได้แก่ โหราศาสตร์ (Astrology), การเล่นแร่แปรธาตุ (Alchemy) และ พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ (Theurgy)

คำสอนของเฮอร์เมส ทริสเมจิตุส ที่ปรากฎเป็นหลักฐานมาถึงปัจจุบันชิ้นหนึ่ง คือ จารึกมรกต (Emerald Tablet) ซึ่งเป็นจารึกที่มีเพียง 13 บรรทัด ปรัชญามูลฐานของโหราศาสตร์และสำนักเฮอร์เมติคที่ว่า “สิ่งที่อยู่เบื้องล่างย่อมเหมือนสิ่งที่อยู่เบื้องบน” เป็นการถอดความมาจากจารึกมรกตนี้โดยตรง จารึกนี้ไม่ปรากฎอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์เป็นเวลานานจนกระทั่งยุคกลาง เมื่อมีการแพร่หลายไปในหมู่นักเล่นแร่แปรธาตุจากชาวมุสลิม นักปราชญ์เชื่อว่าต้นกำเนิดของจารึกนี้เขียนด้วยภาษากรีก แต่สำเนาที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่เป็นภาษาอาหรับ นอกจากต้นกำเนิดที่ลึกลับแล้ว จารึกนี้ยังมีความน่าสนใจในแง่ที่ว่าผู้ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ทั้งนักบวช นักวิทยาศาสตร์ นักโหราศาสตร์ต่างพยายามแปลและตีความ ตัวอย่างเช่น โรเจอร์ เบคอน (Roger Bacon), อ้ลเบอร์ตัส แมกนัส (Albertus Magnus), เซอร์ ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton), และอเลสเตอร์ ครอว์ลีย์ (Aleister Crowley)

สำหรับบทความนี้ ผมขอนำสำนวนแปลเป็นภาษาอังกฤษของเซอร์ ไอแซค นิวตัน มาลง (โดยไม่มีการแก้ไขคำใดๆจากต้นฉบับ แม้ว่าบางคำดูเหมือนจะสะกดผิดหรือไม่ใช่ศัพท์ภาษาอังกฤษยุคปัจจุบัน) พร้อมขออนุญาตแปลในสำนวนของผมเองด้วยความเคารพ ดังนี้

[1] Tis true without lying, certain & most true.
ด้วยความสัตย์, อันปราศจากมุสา, ที่แน่นอนและเป็นจริงอย่างที่สุด

[2] That wch is below is like that wch is above & that wch is above is like yt wch is below to do ye miracles of one only thing.
สิ่งที่อยู่เบื้องล่างย่อมเหมือนสิ่งที่อยู่เบื้องบน และสิ่งที่อยู่เบื้องบนย่อมเหมือนสิ่งที่อยู่เบื้องล่าง เพื่อสร้างอัศจรรย์ของความเป็นหนึ่งเดียว

[3] And as all things have been & arose from one by ye mediation of one: so all things have their birth from this one thing by adaptation.
และเมื่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นและเกิดมาจากความเป็นหนึ่งเดียว มันจึงถือกำเนิดมาจากความเป็นหนึ่งเดียวนี้ด้วยการปรับเปลี่ยน

[4] The Sun is its father, the moon its mother, the wind hath carried it in its belly, the earth its nourse.
บิดาคือสุริยะ มารดาคือจันทรา วาตะก่อกำเนิด ธรณีทะนุถนอม

[5] The father of all perfection in ye whole world is here.
บิดาของความสมบูรณ์พร้อมในโลกอยู่ที่นี่

[6] Its force or power is entire if it be converted into earth.
พลังอำนาจจะเปี่ยมสมบูรณ์ เมื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพื้นพิภพ

[7] Seperate thou ye earth from ye fire, ye subtile from the gross sweetly wth great indoustry.
แยกพิภพจากไฟ แยกความเบาจากความแน่น ด้วยความอบอุ่นและการอุทิศตน

[8] It ascends from ye earth to ye heaven & again it desends to ye earth and receives ye force of things superior & inferior.
ความเป็นหนึ่งเดียวอุทัยจากพื้นพิภพสู่สรวงสวรรค์ อัสดงอีกครั้งสู่พื้นพิภพ และได้รับพลังจากสิ่งที่อยู่เบื้องบนและเบื้องล่าง

[9] By this means you shall have ye glory of ye whole world & thereby all obscurity shall fly from you. Its force is above all force. ffor it vanquishes every subtile thing & penetrates every solid thing.
เหตุนั้น ท่านจะครอบครองความรุ่งโรจน์ของโลก อุปสรรคจะมลายไปจากท่าน นี่คือพลังแห่งพลังทั้งมวล ซึ่งสามารถพิชิตทุกสิ่งที่บอบบาง และทะลุทลวงทุกอย่างที่แข็งแกร่ง

[10] So was ye world created.
ด้วยวิธีการนี้ โลกจึงถูกสร้างขึ้น

[11] From this are & do come admirable adaptaions whereof ye means (Or process) is here in this.
และนำมาสู่การปรับเปลี่ยนที่ยอดเยี่ยมด้วยวิธีการเช่นนี้

[12] Hence I am called Hermes Trismegist, having the three parts of ye philosophy of ye whole world.
ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงถูกขนานนามว่า “เฮอร์เมส ทริสเมจิสต์” ผู้ยิ่งใหญ่ด้วยองค์สามแห่งปรัชญาของโลกทั้งมวล

[13] That wch I have said of ye operation of ye Sun is accomplished & ended.
สิ่งที่ข้าได้กล่าวในปฏิบัติการแห่งสุริยะสมบูรณ์แล้ว

 จากการค้นคว้าข้อมูลนี้ ทำให้ผมตระหนักถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของโหราศาสตร์มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะแตกแขนงความรู้ออกไปอย่างไร โหราศาสตร์ก็มีต้นกำเนิดมาจากที่เดียวกัน และที่สำคัญอยู่ภายใต้ปรัชญาเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า นักปราชญ์ที่แท้จริงย่อมไม่แยกโหราศาสตร์ ปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์ และศาสตร์ต่างๆออกจากกัน เพราะแท้จริงแล้ว ศาสตร์ทั้งหลายต่างก็อธิบายสิ่งเดียวกัน นั่นคือ ธรรมชาติ

ที่่มา http://www.horauranian.com

The best and most beautiful things in the world cannot be seen or even touched. They must be felt with the heart.


จะทำยังงัยหากวันหนึ่งเรากลับพบว่าสิ่งที่เราได้มันเป็นอะไรที่เกินกว่าที่จะรักษาสัมพันธภาพดีๆเอาไว้ได้

เราจะยังเหนื่อยอยู่ไหม เมื่อสิ่งที่เราทำอยู่มันไม่สุขเเล้ว

เเละในชีวิตของเราต้องพบพานกับความยินดีเเละไม่ยินดีอยู่เสมอผลลัพธ์ของสุขเเละทุกข์ก็มีอยุ่เสมอมา

การเป็นเพื่อน,เเฟน,พี่น้องหรือคนรักมันไม่ได้เเชร์เฉพาะเวลาความสุขเท่านั้น,เเต่ต้องเเชร์ความทุกข์เเละเเสดงความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันเเละกันหรือเข้าใจเเละยอมรับสันดานดิบๆที่มันอยู่ในกลมลสันดานจริงๆด้วย ที่สำคัญที่สุดมันคือความไว้ใจ ความจริงใจ การรักษาคำมั่น สัจจะ เเละสิ่งที่ทำจริง ๆเท่านั้น 

มีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเราเติบโตขึ้น เราไม่ได้มีอิสระเสรีครั้งเมื่อเรายังเด็กอีกต่อไป ที่นึกอยากทำอะไรก็ทำ มีหลายอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเราโตขึ้น เราทำตามใจไปเสียทุกอย่างไม่ได้หรอกนะ ตอนเด็กๆเราก็จะคิดว่าก็นั้นมันคนอื่น ฉันจะทำตามใจของฉัน เเต่พ่อเเม่พี่น้องมันไม่ใช่คนอื่นหรอกนะเมื่อเราโตขึ้น เเต่สิ่งที่ดีที่สุดของผมในชีวิตช่วงนั้นคือ การเล่นดนตรี มันมีทั้งความฝันความหวัง เเละความเชื่อมั่น ทุกสิ่งเป็นไปได้ ตอนนี้เพื่อนๆได้เเยกย้ายกันต่างทิศต่างทาง ตามทางเเยกของตัวเอง บางคนสุขบางคนทุกข์ เเต่เราจะยังจำกันได้อยู่ไหม 

ผมดีใจที่มีคนคิดถึงผมห่วงผมเวลาที่ผมหายไป เมื่อมองไปรอบๆตัวมีคนมากมายที่ดีกับผมเหลือเกินเเละคิดถึงผมผมดีใจเเละขอบคุณ เพราะมันทำให้ผมมีกำลังใจทำสิ่งดีๆกับคนที่ดีๆจริงๆ เท่านั้นมันทำให้ผมนึกถึงวลีนึง”They may forget what you said, but they will never forget how you made them feel” ผู้คนจะลืมสิ่งที่คุณพูดเเต่ไม่มีวันลืมสิ่งที่คุณทำให้พวกเขาได้รู้สึก”  

“สิ่งที่ได้กลับมาในชีวิตทั้งหมดในช่วงเวลาปัจจุบัญคือผลลัพธ์ในสิ่งที่คุณทำเอาไว้ในอดีต” ผมเชื่อในการทำดีไม่ใช่การพูดดี คนที่ดีเขาจะเเสดงความดีจากการกระทำไม่ใช่คำพูด ใครๆก็พูดได้ ในสิ่งที่เขาเคยเป็นหรือสิ่งที่เขาจะเป็น เเต่ถ้าตอนนี้ละ สิ่งที่เขากำลังเป็นอยู่ละ มีใครสนใจปัจจุบัญขณะบางไหม ไม่มี ไม่มีสักคน 

ในชีวิตผมพูดตามตรง ผมไม่ชอบการโกหกเท่าไหร่ แต่ทุกอย่างมักจะบีบบังคับเราให้โกหกเสมอ เเละมันเป็นเเบบนั้นเสมอมา เเต่ผมเลือกที่จะพูดความจริงมากกว่า เเม้บางสิ่งอาจจะดูเเรงเเละตรงไปตรงมาไปหน่อยเเละนำความลำบากมาสู่ตัวได้เเต่ ,.. มันก็คือความจริงของโลกนี้


-The End-


ฉันปรารถนาความตาย ปลิดร่างวางวาย
ถวายแด่หล้าธรณี

 มิหมายความสุขสุนทรีย์ ณ ทางวิถี
หล้านี้ที่เคยแสวงหา

 ชีวิตดุจภาพลวงตา วูบไหวมายา
รอเวลาพรากจากจร

 ละแล้วห่วงหาอาวรณ์ คืนวันผ่านร้อน
เฆี่ยนสอนจนซึ้งสัจธรรม

 ความตายใช่ความมืดดำ คือวิถีนำ
ทางแห่งดวงจิตวิญญาณ์

 ฉันจึงตะกายไขว่คว้า ดั้นด้นค้นหา
คุณค่าความตายใฝ่ฝัน

 ฉันหมายความตายนิรันดร์ มิหวาดและหวั่น
พร้อมยิ้มรับร่ากล้าหาญ

แม้อาจเปลี่ยวร้างกลางจักรวาล ตราบชั่วนิจกาล
ก็พร้อมดุ่มเดี่ยวเดียวดาย

 ฉันปรารถนาความตาย ซึ้งค่าความหมาย
พร้อมวายชีพวางอย่างทนง,..

in time i wanna die,..


ช่วงเวลาที่ยากลำบากมักมาถึงก่อนที่ผมจะพร้อมเสมอ,มันไม่ง่ายเลย,มันไม่เคยง่ายเลย ผมไม่อาจคาดเดาถึงอารมณ์เเละความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ บางครั้งมันทำให้ผมทั้งมีความสุขเเละทุกข์ทรามานในเวลาเดียวกันได้ ความกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในความว่างเปล่ามันมาถึงราวกับมันรออยู่ตรงนั้นมานานเเสนนาน,มันเปนความจริงที่เจ็บปวด ที่ไม่สามารถจะมองมันในมุมมองของเราหรือเค้าได้ เพราะเราไม่อาจมองในมุมมองที่เหมือนกันได้,ผมมักจะเดินจากมาโดยไม่กล่าวคำลา เพียงเพราะหวังว่าสักวันทุกอย่างมันจะมีคำตอบให้กับทุกสิ่งที่ผมคิดและทำ,,หรือมันเป็นเพราะผมเองที่ไม่เข้าใจถึงเงื่อนไขของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้,”มันคงไม่ดีพอสำหรับผมหรือผมไม่ดีพอสำหรับใคร” ผมไม่ได้คิดให้มันยากมันเปนเพราะ ทางนี้มันง่ายสำหรับผมผมคงชอบที่จะเจ็บปวด มันเปนอารมณ์ที่ผมคุ้นเคย,ในโลกที่สลับซับซ้อนอย่างมีหลายอย่างที่เราไม่เข้าใจ เเละเราอาจจะไม่เข้าใจมัน แต่ผมพยายามที่จะเข้าใจสิ่งนั้น ถ้าผมมีเวลานานพอ ความเข้าใจนี้มีความสำคัญต่อผมมาก ,…