ประวัติศาสตร์เเสดงให้เห็นว่าความล้มเหลวมีความสำคัญต่อการบรรลุผลถึงความสำเร็จได้อย่างไร ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความล้มเหลวขนาดใหญ่เสมอ ยิ่งเราพยายามบ่อยเท่าไรเราก็ยิ่งมีโอกาศจะประสบความสำเร็จมาเพียงนั้น ผมขอยกตัวอย่าง โธมัส เอดิสัน ต้องค้นพบวิธีการมากกว่าหมื่นวิธีเพื่อจะทำให้หลอดไฟมันไม่ทำงาน 555+ ก่อนที่เขาจะค้นพบเพียงหนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้มันทำงาน

บังเอิญเหมือนจับวาง

ในการเเข่งขันโอลิมปิกปี 1952 บ็อบ เเมเธียส ได้เหรียญทองในการเเข่งขันกรีฑา โดยมี มิวตัน เเคมป์เบล มาเป็นที่สอง สี่ปีต่อมา มิวตัน เเคมป์เบลได้เหรียญทองโดยมี ราเฟอร์ จอห์นสัน มาเป็นที่สอง สี่ปีต่อมา ราเฟอร์ จอห์นสัน ได้เหรียญทองเเละ ซีเค เเยง มาเป็นที่สอง สี่ปีต่อมา ซีเค เเยงได้เหรียญทองเเละทำลายสถิติโลกสำหรับทศกรีฑา ทุกความล้มเหลวจะถูกตามมาด้วยความสำเร็จขนาดใหญ่เสมอ

ถ้าคุณคิดว่านี่คือความบังเอฺิญ ผมจะยกตัวอย่างอีกคน

ไม่มีใครไม่รู้จัก อับราฮัม ลินคอล์น เขาพยายามดิ้นรนผ่านอุปสรรคมากกว่าหนึ่งครั้งเช่นกัน เขาล้มเหลวในธุรกิจปี 1831 เเละพ่ายเเพ้การเลือกตั้งสภานิติบัญญฺติในปี 1832 ล้มเหลวในธุรกิจอีกครั้งในปี1834 คนรักตายปี1835 ปีต่อมาเป็นโรคประสาทเเละเเพ้การเลือกตั้งสภาในปี1838 เเพ้การรณรงค์เลือกตั้งสภาคองเกรสในปี1843 เเละ1846  เเพ้เลือกตั้งเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดินปี 1849 เเพ้การเลืกตั้งวุฒิสมาชิกในปี1855 เเละเเพ้การเสนอชื่อเข้าเป็นรองประธานาธิบดีในปี 1856 เเละพ่ายเเพ้การเลือกตั้งวุฒิสมาชิกอีกครั้งในปี1858

เเต่ทว่า   ในปี1860 อับราฮัม ลินคอล์น ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี

สถิติของเขาเเสดงให้เห็นว่าคนล้มเลิกไม่เคยชนะเเละคนชนะไม่เคยล้มเลิก

เพราะความล้มเหลวเป็นส่วนสำคัญเเละเป็นส่วนจำเป็นของกระบวนการสู่ความสำเร็จ

ดังนั้น เราจึงควรที่จะล้มเหลว  ที่จะล้มเลิ