• ในปี ค.ศ 1947 กองทัพสหรัฐได้รื้อโครงการเรนโบว์ขึ้นมาเพื่อศึกษาดูว่าสามารถนำผลการศึกษาและวิจัยในครั้งนั้นมาปรับเปลี่ยนเพื่อใช้ประโยชน์ในทางทหารได้มากน้อยเพียงไร พวกเขาได้ตั้งชื่อโครงการนี้ว่า “โครงการฟินิกซ์” (Phoenix Project) เพรสตัน นิโคลส์ได้รับมอบหมายให้สร้างเครื่องกำเนิดสนามพลังงานขึ้นมาเขาได้ค้นพบความลับของมิติเวลานิโคลส์อ้างว่าเขาสามารถที่จะส่งคนข้ามเวลาไปมาได้ระหว่างปี ค.ศ 1943 กับ 1983 เจ้าสนามพลังหรือประตูมิติที่เขาสร้างขึ้นมานั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 ไมล์ มันสามารถที่จะส่งคนหรือวัตถุให้ไปเป็นระยะทางได้ไกลถึง 100 ปีแสงและยังสามารถที่จะกำหนดให้เดินทางไปในอดีตหรืออนาคตก็ได้ นิโคลส์ กล่าวว่าได้ทดลองส่งคนไปอนาคตเพื่อดูว่ามีเทคโนโลยีอะไรบ้าง เพื่อที่เป็นข้อมูลสำหรับนักวิทยาศาสตร์ให้คิดค้นเฉพาะสิ่งที่เป็นไปได้ในอนาคตเท่านั้น สิ่งประดิษฐ์นั้นๆ จะถูกศึกษาและวิจัยต่อไปเพราะพวกเขารู้ว่ามันต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนปี ค.ศ.ที่ส่งคนไปแอบดูบ่อยที่สุดก็คือปี 6069
  • นิโคลส์ได้ศึกษาและพัฒนาเครื่องมหัศจรรย์นี้จนกระทั้งเขาสามารถประดิษฐ์เครื่องเดินทางข้ามเวลาขึ้นมาได้เขาเรียกว่า “เก้าอี้ขนส่งระยะไกล(Teleportation Chair)นิโคลส์ ค้นพบวิธีบันทึกคลื่นสมองของมนุษย์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องมือนี้ประกอบไปด้วยสายไฟ 3 เส้นที่เชื่อมต่อไปยังเครื่องรับ X, Y และ Z เพื่อแปลงสัญญาณที่ได้รับโดยอาศัยเสาอากาศ เดลต้า-ที (Delta-T Atenna)เครื่องมือนี้มีชื่อเรียกว่า “ไซโค-โทรนิคส์” (Psycho-Tornics)มันยากที่จะอธิบายถึงหลักการทำงานของมันเอาเป็นว่าเมื่อให้ผู้ถูกทดลองนั่งเก้าอี้ตัวนี้ เจ้าเครื่องนี้ก็จะสร้างสนามพลังออกมาและก่อให้เกิดประตูมิติเวลา ผู้ถูกทดลองก็จะถูกส่งไปยังอีกมิติหนึ่งโดยผ่านปรัตูเวลานี้ สนามพลังนี้เรียกว่า “ควอนตัมอิเลคโทรไดนามิคส์(Quantum Electro Dynamics) ซึ่งเคยได้รับการวิจัยค้นคว้าโดยริชาร์ด เฟย์แมน (Richard Feyman)การทดลองสิ้นสุดลงเมื่อหมดเงินทุนวิจัยบรรดาเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโครงการจะถูกล้างสมองให้ลืมเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโครงการและถูกเปลี่ยนความทรงจำใหม่หลายคนถูกสร้างประวัติขึ้นมาใหม่กลายเป็นบุคคลอื้น ดังเช่น เอ็เวิร์ด เอ คาเมรอน ได้ถูกเปลี่ยนไปเป็น อัลเฟรด เบเลก
  • เงินทุนที่เปื้อนเลือดของโครงการลับนี้ใช้งบประมาณหลายพันหลายหมื่นล้านดอลลาร์เลยทีเดียวเพราะการทดลองไม่ได้มีขึ้นแค่ที่ฐานทัพอากาศมอนทอกเท่านั้น แต่ยังมีที่อื่นอีก 25 แห่งที่ทำการทดลองแบบเดียวกันไปพร้อมๆกับที่นี่ เงินทุนที่ใช้ในการทดลองนั้นไม่ได้มาจากงบประมาณแผ่นดิน หากแต่มันเป็นเงินเปื้อนเลือดที่หายไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กองทัพสหรัฐได้สกัดจับจากพวกนาซีได้ขณะที่พวกนาซีกำลังขนย้ายทรัพย์สินมีค่าที่ปล้นมาจากผูู้เคราะห์ร้ายในประเทศต่างๆ ที่เยอรมันเข้ารุกรานทรัพย์สินเหล่านั้นถูกขโมยไปจากโกดังเก็บของกองทัพสหรัฐโดยคนกลุ่มหนึ่งและหลายปีต่อมาเมื่อเรื่องเริ่มเงียบลงพวกเขาก็ทยอยนำออกมาปล่อยทำให้มูลค่าทรัพย์สินที่เดิมก็มีมูลค่ามากมายมหาศาลอยู่แล้วยิ่วทวีค่าขึ้นไปอีกกว่า 100 เท่าตัว!โครงการฟินิกซ์ ได้ถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ 1983 เนื่องจากการร่อยหรอของทุนทรัพย์ที่มีอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม มันได้แตกแขนงออกไปอีกมากมายหลายสาขา และยังคงมีบางสาขาที่สามารถหาแหล่งเงินทุนใหม่มาจุนเจือได้จึงทำให้มีชีวิตรอดอยู่ถึงปัจจุบัน หนึ่งในสาขานั้นก็คือ กาวิจัยเรื่องเทคโนโลยีล่องหน (Stealth Technology)เทปบันทึกลับบทสัมภาษณ์ 3 ผู้รอดชีวิตจากโครงการลับนี้มีถึง 8 ม้วน ความยาวรวมกว่า 10 ชั่วโมง ทั้ง 3 คน ได้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในโครงการฟินิกซ์และโครงการเรนโบว์อย่างน่าตื่นใจราวกับฟังนิยายวิทยาศาสตร์ วิธีการเล่าเรื่องของพวกเขานั้นจะเล่าย้อยกลับไปกลับมา แต่ผมก็พยายามที่จะรวบรวมข้อความให้ต่อเนื่องตามกำลังความสามารถที่พอจะทำได้
  • เครื่องส่งเดลต้า-ทีเครื่องส่งเดลต้าที ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกราวทศวรรษที่ 1930 โดยนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง นิโคลา เทสลา เจ้าเครื่องนี้สามารถส่งคลื่นไปยังเป้าหมายได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องรับ(Receiver)เครื่องนี้จะแปลงสัญญาณคลื่นเวลา(Time Wave)ให้เป็นคลื่นที่”เป้าหมาย”รับสัญญาณได้ และจากนั้นมันก็จะทำให้เป้าหมายยกลายเป็นส่วนหนึ่งของห้วงเวลา(Time Line)ด้วยหลักการนี้จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถที่จะส่งมนุษย์ไปในอดีตหรืออนาคตได้ตามต้องการการนำพวกเขากลับมายังเวลาในปัจจุบันก็กระทำโดยอาศัย “ทฤษฏีเวลาศูนย์”(Zero Time) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์เจ้าเก่า ดร.นิโคลา เทสลา โดยใช้เวลาที่ศูนย์เป็นเวลาอ้างอิงเวลาในปัจจุบันบรรดาเครื่องมือมหัศจรรย์เหล่านี้ได้ถูกติดตั้งและทดลองในฐานทัพอากาศมอนทอก ซึ่งถ้าหากมองดูจากภายนอกอาคารแล้ว เราจะไม่เห็นสิ่งผิดปรกติใดๆ ทั้งสิ้น นอกเสียจากจะมีจานส่งสัญญาณขนาดใหญ่อันหนึ่งที่ติดตั้งอยู่บนยอดอาคารที่ดูเหมือนเป็นจานเรดาร์ธรรมดาๆอันหนึ่ง
  • สู่การทดลองที่ยิ่งใหญ่เหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างก็ดีใจเป็นหนักหนาที่จะมีที่ทางให้ทำงานใหม่ ต่างก็ช่วยกันทยอยขนเครื่องไม้เครื่องมือไปติดตั้งในฐานทัพอากาศมอนทอกราวปลายทศวรรษ 1960 กว่าทุกอย่างจะพร้อมและเริ่มทำการวิจัยกันต่อได้ก็ปาเข้าไปช่วงต้นทศวรรษ 1970การทดลองได้มุ่งเน้นไปในเรื่องของการใช้พลังอำนาจที่สร้างขึ้นมาทางวิทยาศาสตร์เข้าครอบงำจิตใจมนุษย์ เพื่อให้พวกเขาคิดหรือกระทำการใดๆ ตามที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการหรือที่เรียกกันว่า “มายด์ คอนโทรล”(Mind Control)หนึ่งในตัวทดลองก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มาเปิดเผยเรื่องราวของการทดลองฟิลาเดลเฟียและโครงการมอนทอก เขาก็คือ ดันแคน คาเมรอน (Duncan Cameron)จากการทดลองพบว่าดันแคน สามารถที่จะบอกถึงเหตุการที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างแม่นยำราวกับตาเห็น ซึ่งเกินความคาดหมายของเหล่านักวิทยาศาสตร์ พวกเขาจึงได้ศึกศาลึกลงไปก็พบว่าเจ้าเครื่องกำเนิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่สร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมให้ขอบเขตการรับรู้ทางจิตผู้ทดลองอยู่ในขอบเขตที่กำหนดนั้น มันได้กำหนดขอบเขตของเวลาโดยแยกเวลาภายในสนามแม่เหล็กไฟฟ้าออกจากเวลาจริงที่อยู่ภายนอกด้วย หรือพูดกันง่ายๆก็คือมันสร้างประตูมิติของเวลาขึ้นมา เเละนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบความลับของมิติเวลานี้ได้โดยบังเอิญ เรื่องนี้มันยิ่งใหญ่กว่าที่พวกเขาได้คาดหวังเอาไว้มาก พวกเขาจึงได้หันมาทุ่มความสนใจให้กับการศึกษาเรื่องของเวลา และเริ่มทำการต่อเติมอาคารเพื่อติดตั้งเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับการทดลองครั้งสำคัญไม่มีใครรู้เเน่ชัดว่าพวกเขาแอบทำการทดลองอย่างลับๆ ดังนั้นถ้าหากต่อเติมอาคารก็ต้องเป็นที่ผิดสังเกต ในเมื่อต่ออาคารเหนือพื้นดินไม่ได้ ก็ต่อมันลึกลงใค้ดินก็แล้วกัน และแล้วพวกเขาก็ทำการต่อเติมอาคารลึกลงไปใต้ดินหลายชั้นเพื่อติดตั้งเครื่องมือสร้างอุโมงค์เวลาแขกไม่ได้รับเชิญหลายปีต่อมา เมื่อการทดลองที่ฐานทัพอากาศมอนทอกข้ามไปถึงขั้นที่สามารถควบคุมการเดินทางข้ามเวลาได้แล้ว นักวิทยาศาสตร์ก็ได้ ส่งมนุษย์เข้าไปใน”รูหนอน” (Worm Hole) ที่พวกเขาสร้างขึ้นจนเกิดการเดินทางข้ามเวลาสู่สถานที่อื่นทั้งในอดีตและอนาคต และ การทดลองได้บรรลุถึงจุดสูงสุดในวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ.1983 เมื่อเรือเอลดริจที่กำลังถูกทดลองในการทดลองของฟิลาเดลเฟียเมื่อปี ค.ศ 1943 ได้หลุดเข้ามาในอุโมงค์เวลา มาโผล่ที่ฐานทัพอากาศมอนทอกก่อให้เกิดความสัมพันธ์กันนัวเนีย เชื่อมโยงระหว่างสองโครงการ ส่งผลให้ไม่สามารถที่จะปิดสวิทซ์เครื่องที่ใช้ในการทดลองทั้ง 2 แห่งได้ นอกเสียจากว่า…ต้องทำลายอุปกรณ์ที่อยู่บนเรือเอลตริจเพื่อให้มันกลับไปอยู่ในเวลาและสถานที่เดิมของมันดังนั้นเหล่าลูกเรือเอลดริจจึงได้ลงมือทำลายอุปกรณ์สร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าบนเรือทำให้กลับไปสู่โลกปัจจุบันของพวกเขาในปี ค.ศ 1943 เมื่อเรือเอลดริจหายไปจากฐานทัพอากาศมอนทอกแล้วพวกนักวิทยาศาสตร์ก็ได้สับสวิทซ์เครื่องสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกเขาลงเช่นกัน และตั้งแต่นั้นมาโลกก็กลับสู่สภาวะปรกติดั่งเช่นเคยเเละเหล่านักวิทยาศาสตร์ก็ลงความเห็นว่าการทดลองครั้งนี้อันตรายเกินไป อาจก่อให้เกิดสภาวะไม่สมดุลต่อโลก จึงมีมติให้ล้มเลิกโครงการนี้ลง นับตั้งแต่นั้นมาบรรดาผู้เกี่ยวข้องกับโครงการก็ถูกล้างสมองให้ลืมการทดลองทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้น